ชี้ทางรุ่ง! เปิดเทคนิคทำธุรกิจ E-commerce อย่างไรให้สำเร็จ รวยรับเละ!

E-Commerce

E-commerce – ในยุค New Normal มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องพบเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต ทั้งเรื่องของสุขภาพและการงาน โดยเฉพาะการเกิดโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องอย่างไม่ทันตั้งตัวจากการที่ บริษัท ห้างร้าน และ โรงงาน หลายแห่งจำเป็นต้องปรับลดพนักงาน หรือปิดกิจการลงเพราะพิษของเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหลายคนอาจมองหางานประจำต่อไป ในทางกลับกันบางคนอาจมองหาโอกาสที่จะเป็นนายตัวเอง โดยตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับอาชีพส่วนตัว เช่น การขายของออนไลน์ ที่ดูเหมือนว่ายุคนี้ใครๆ ก็ทำกัน หากคิดการใหญ่หน่อยก็อาจขยับขยายไปสู่การทำธุรกิจ E-commerce ด้วยความช่วยเหลือของแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีให้เลือกใช้งานมากมายในปัจจุบัน อาทิ Shopee Lazada หรือ แม้แต่ Facebook Market Place เป็นต้น

แต่สิ่งที่ท้าทายและเป็นโจทย์ยากในตอนแรก คือ จะเริ่มต้นอย่างไร? ทำแล้วจะการันตีรายได้ที่มั่นคงได้หรือไม่? เพราะถึงแม้ในอินเทอร์เน็ตจะมีข้อมูลและเคล็ดลับเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากมายให้ค้นหา แต่การมีแผนในการทำธุรกิจที่ทรงพลังและสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงและเห็นผลย่อมเป็นกุญแจที่ไขไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ ซึ่งวันนี้ Talka จะมาแนะนำเคล็ดไม่ลับบางอย่างที่จะช่วยให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจ E-commerce สามารถใช้เป็นวแนวทางปฏิบัติบนเส้นทางของการเป็นนายตัวเองได้ครับ

เริ่มสร้างธุรกิจ E-commerce ต้องคำนึงถึงสิ่งใด

E-Commerce

เมื่อถามทุกคนถึงก้าวแรกของการเริ่มต้นทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ  แน่นอนว่า หัวข้อต่อไปนี้ อาจอยู่ในใจของทุกคน

  • การออกแบบเว็บไซต์
  • การสนับสนุนลูกค้า
  • ภาพลักษณ์สินค้า
  • โปรโมชั่น หรือ ข้อเสนอการขาย

ซึ่งการคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ก็ถือว่าสมเหตุสมผล คุณต้องให้การสนับสนุนลูกค้าที่ดีเยี่ยมจึงจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีเว็บไซต์ที่น่าดึงดูด และน่าเชื่อถือหากคุณต้องการให้คนทั่วไปซื้อของจากคุณ  อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่าบางประการ ที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้

1. คิดให้ออกก่อนว่าจะขายอะไร

สิ่งแรกที่คุณต้องทำเมื่อคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ คือ การคิดถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ ต่างๆ ที่คุณอยากขาย แต่มือใหม่ในโลกของอีคอมเมิร์ซ อาจสงสัยว่าควรจะเริ่มด้วยการขายอะไดีร?  ซึ่งความจริงที่หลายคนพบเจอ คือ การติดกับดักอยู่กับคำถามเหล่านี้จนเป็นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซของตัวเองได้เสียที ในความเป็นจริง เทคนิคไม่ยากในการหาสินค้า คือคุณต้องเริ่มต้นด้วยการมองหาสินค้าชิ้นเดียวที่กำลังอินเทรนด์ หรือหาได้ไม่ง่ายนักในร้านค้า หรือเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยอดนิยมทั่วไป  ซึ่งมีผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมากที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นของผู้คนได้

เลือกสินค้าที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถดูดลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ อาจเริ่มต้นด้วยการทำรายการผลิตภัณฑ์ที่เป็นไปได้ที่คุณต้องการขายในร้านของคุณ หรือ อาจเริ่มต้นด้วยการนึกถึงสิ่งที่ตัวคุณ เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือครอบครัวกำลังให้ความสนใจ ก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน

2. ค้นหาผู้ผลิตที่เหมาะสม

คุณสามารถมีเว็บไซต์ขายของที่ยอดเยี่ยมได้ แต่ถ้าผู้ผลิตสินค้า หรือ ซัพพลายเออร์ ของคุณไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จก็อาจยากจะเดินไปให้ถึง ดังนั้นการหาผู้ผลิตที่ดีที่คุณวางใจได้อาจเริ่มต้นด้วยการสอบถามพูดคุยกับผู้ผลิตหลายๆ เจ้า และค่อยๆ คัดเจ้าที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้ทั้งหมดออกไป เพียงให้แน่ใจว่าคุณพูดคุยกับผู้ผลิตแต่ละรายอย่างละเอียดจนสามารถระบุได้ว่าผู้ผลิตเจ้าไหนที่เหมาะสมกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณมากที่สุด

3. เลือกใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เหมาะสม

หากคุณต้องการให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณเริ่มต้นได้สวย คุณจะต้องมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ดี และตอบโจทย์ ตลาดแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไม่ใช่ตลาดเล็กๆ ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มต่างๆ มากมายให้คุณเลือก อย่างไรก็ตามแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีเสมอในการฝากร้าน E-commerce ของคุณไว้กับระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ 

4. ตั้งชื่อแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ

แน่นอนว่าทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีชื่อแบรนด์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็เช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ คือ ตั้งชื่อแบรนด์ที่ผู้คนจะจดจำได้ง่าย ไม่ซ้ำใคร ควรเลือกชื่อที่สะกดง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป องค์ประกอบสำคัญในการคิดชื่อแบรนด์มีหลายปัจจัย อาทิ  การอิงกับบุคลิกและอัตลักษณ์ของแบรนด์ การเลือกใช้คำสั้นๆ แต่ได้ใจความ  หรือใส่ความคิสร้างสรรค์ลงในชื่อด้วยการเลือกใช้ตัวสะกดที่ไม่ตรงไปตรงมาบ้างแต่มีความหมายที่ผู้คนสามารถเข้าใจได้ไม่ยากซึ่งจะช่วยสร้างการจดจำสะดุดตาและสะกิดใจผู้คนได้เป็นอย่างดี

เทคนิคสำคัญในการสร้างธุรกิจ E-commerce

E-Commerce

เช่นเดียวกับการธุรกิจอื่นๆ  ธุรกิจ E-commerce ก็ย่อมต้องการแผนการตลาดที่ดี ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook  Instagram หรือแม้แต่ Tiktok  ถือว่าเป็นช่องทางที่ดีในการโปรโมตร้านค้าออนไลน์ของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น คุณอาจต้องการคิดเกี่ยวกับการลงทุนใน SEO เนื่องจากการไปที่หน้าแรกของผลการค้นหาของ Google มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซที่ค่อนข้างจะดุเดือด

แม้ว่าการเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซใหม่ของคุณด้วยแนวคิดดีๆ มากมาย จะเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ควรทำ คือ วางความทะเยอทะยานของคุณลง และโฟกัสไปที่ขั้นตอนที่ใช้งานได้จริงมากที่สุดก่อนเสมอ สำหรับผู้เริ่มต้น คุณจำเป็นต้องมีสื่อออนไลน์ง่ายๆ เพื่อขายสินค้าของคุณ  กุญแจสำคัญ คือ การเปิดตัวอย่างรวดเร็ว และเริ่มคิดหาวิธีสร้างยอดขายผ่านการตลาดอีคอมเมิร์ซ ในที่สุดสิ่งนี้จะทำให้เกิดโอกาสในการปรับปรุงสิ่งอื่น ๆ ไปพร้อมกัน และเมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซแล้ว ให้ใช้รายการตรวจสอบที่มีประโยชน์นี้เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้ดำเนินการครอบคลุมตามขั้นตอนที่ถูกต้องทั้งหมด ได้แก่ 

1. กำหนดเป้าหมาย E-commerce ของคุณ

ขั้นตอนแรกสู่กลยุทธ์อีคอมเมิร์ซของคุณ คือ การตั้งเป้าหมาย ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคือการดึงดูดลูกค้าจำนวนหนึ่งหรือสร้างรายได้จำนวนหนึ่งภายในระยะเวลาที่กำหนด คุณจะสามารถตัดสินประสิทธิภาพของร้านค้าออนไลน์ของคุณและความพยายามของแคมเปญอีคอมเมิร์ซของคุณด้วยเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

2. พัฒนาบุคลิกผู้ซื้อ (Buyer Personas)

การรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย มีความสำคัญต่อความสำเร็จของกลยุทธ์อีคอมเมิร์ซอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นคุณต้องใช้เวลาในการระบุกลุ่มเป้าหมายของคุณโดยการพัฒนาบุคลิกผู้ซื้อของคุณ ลักษณะของผู้ซื้อที่เป็นตัวแทนของลูกค้าที่ “สมบูรณ์แบบ” ของคุณ ซึ่งคุณสามารถนำมาใช้เพื่อกำหนดเป้าหมายไปยังผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นเพื่อพัฒนาลูกค้าจริง เพื่อช่วยให้คุณมุ่งเน้นความพยายามของคุณได้อย่างถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ยังสะท้อนถึงเป้าหมายและอุดมคติของแบรนด์ของคุณอีกด้วย การสร้างบุคลิกออกมาจะช่วยแนะนำกลยุทธ์ทางการตลาดของคุณในขณะที่สร้างเสียงและโทนสำหรับร้านค้าออนไลน์ของคุณ การทำการตลาดกับผู้ชมที่ไม่ถูกต้องจะส่งผลเสียต่อความสามารถในการสร้างยอดขาย รวมทั้งเสียเวลาและเงินของคุณ คุณสามารถเริ่มสร้างบุคลิกของผู้ซื้อได้โดยถามตัวเองด้วยคำถามต่อไปนี้

  • ผู้ซื้อรายนี้รู้จักผลิตภัณฑ์ของเราดีแค่ไหน?
  • พวกเขาบริโภคสื่อประเภทใด?
  • พวกเขาใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่?
  • ผลิตภัณฑ์ของคุณมีผลกระทบต่อชีวิตโดยรวมหรือไม่?
  • สิ่งใดที่คุณทำได้ดีกว่าคู่แข่งของคุณ?
  • ใครมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขา?
  • พวกเขาเลือกใช้ช่องทางการสื่อสารใด?

3. ระบุข้อเสนอและคุณค่าที่มีเอกลักษณ์ 

ยุคนี้ลูกค้าออนไลน์ส่วนใหญ่มักจะหาข้อมูลต่างๆ หรือติดตามอ่านรีวิวให้แน่ใจก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คุณนำเสนอกับคู่แข่งของคุณเสมอ ดังนั้นควรระบุสิ่งที่นำเสนอคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ของคุณ และทำให้ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าของคุณมีความชัดเจน ข้อเสนอด้านคุณค่าจะช่วยตอบคำถามสำคัญที่ลูกค้าอีคอมเมิร์ซทุกรายย่อมถาม  ว่า “ทำไมฉันจึงควรซื้อจากคุณแทนที่จะเป็นคู่แข่งของคุณ” ดังนั้นควรมีรายละเอียดว่าคุณแก้ปัญหา Pain Point ของลูกค้าอย่างไร และคุณจะปรับปรุงประสบการณ์ของพวกเขาอย่างไรโดยการเพิ่มมูลค่า โดยสามารถอ้างถึงประโยชน์เฉพาะ เช่น วิธีการที่ผลิตภัณฑ์ของคุณเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดต้นทุน รวมการจัดส่งที่รวดเร็ว หรือง่ายกว่าและสะดวกกว่า ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้คำนึงถึงประเด็นปัญหาและความต้องการของผู้ซื้อในการพิจารณาคุณค่าของคุณ

4. มุ่งเน้นที่การสร้างเนื้อหาบนเว็บ E-commerce

มีองค์ประกอบที่จำเป็นหลายอย่างในการสร้างธุรกิจออนไลน์ แต่สิ่งสำคัญที่แทบจะเป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือการให้ความสำคัญกับการสร้างเนื้อหาของคุณ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเขียนคำอธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คุณขายในหน้าอีคอมเมิร์ซของคุณโดยละเอียด  คำอธิบายเหล่านี้ควรเน้นถึงประโยชน์และคุณสมบัติของสินค้า/บริการของคุณ ลูกค้าควรอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้ Email ของคุณควรมีข้อเสนอ ส่วนลด หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ เมื่อคุณตรวจสอบดูแลรายชื่ออีเมลของคุณ คุณจะสามารถสร้างการซื้อที่เป็นไปได้ในอนาคต และยังสามารถส่งเสริมสินค้าและบริการในปัจจุบันของคุณได้ด้วย ดังนั้นให้เน้นไปที่กลยุทธ์ Content Marketing ควบคู่ไปกับการสร้างไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานอยู่เสมอ

5. เข้าใจและวิเคราะห์คู่แข่ง

การรู้จักคู่แข่งสำคัญพอๆ กับการรู้จักลูกค้าของคุณ ดังนั้นให้ลองค้นหาจุดเด่นในแง่มุมต่างๆ ที่ทำให้คู่แข่งของคุณประสบความสำเร็จ ตลอดจนข้อด้อยหรือสิ่งที่พวกเขาอาจยังขาดตกบกพร่องไป เมื่อคุณเลือกผลิตภัณฑ์ของคุณแล้ว ให้ดูที่คู่แข่ง และสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อนำมาปรับธุรกิจของคุณให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่อทำการวิเคราะห์คู่แข่ง

  • รูปแบบธุรกิจของพวกเขาคืออะไร?
  • พวกเขาขายสินค้าหลายรายการ หรือแค่อย่างเดียว?
  • พวกเขาใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียอะไรบ้าง?
  • ตลาดเป้าหมายของพวกเขาคือใคร?
  • พวกเขาผลักดันยอดขายอย่างไร? (เช่น PPC, SEO, Emai ฯลฯ)

การวิเคราะห์คู่แข่งอาจทำให้คุณระบุผลิตภัณฑ์เพื่อเลือกสินค้ามาขายได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้คุณเข้าใจยุทธวิธีในการเปิดตัวธุรกิจออนไลน์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดต่างๆ ที่มีตัวอย่างให้เห็นจากธุรกิจอื่นๆ 

6. สร้างร้านค้า E-commerce ของคุณ

เมื่อคุณมีผลิตภัณฑ์ของคุณ และหาข้อมูลของคู่แข่งแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำ คือ สร้างร้านค้าของคุณด้วยการเลือกแพลตฟอร์มโฮสติ้งอีคอมเมิร์ซต่างๆ  ที่เหมาะสม ที่สามารถทำให้การตั้งค่าร้านค้าของคุณง่ายขึ้น มองหาแพลตฟอร์มที่มีเทมเพลตที่คุณชอบและตอบโจทย์บุคลิกของสินค้า ตลอดจนเครื่องมือที่ใช้งานง่าย นอกจากนี้การเลือกธีมให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายและราคาที่สะท้อนถึงความสำเร็จที่คุณคาดหวัง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ อย่างที่กล่าวไปแล้ว คือ การตั้งชื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้น่าจดจำจะช่วยรับประกันว่าผู้คนจะจำคุณได้ เมื่อเว็บไซต์ของคุณพร้อมที่จะเริ่มรับคำสั่งซื้อ อย่าลืมลองทดสอบในขั้นตอนการสั่งซื้อด้วยตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการต่างๆ ราบรื่นและเป็นที่น่าพอใจสำหรับลูกค้า ทางที่ดีควรลดขั้นตอนเพิ่มเติมที่จำเป็นในการสั่งซื้อของและการขอข้อมูลของลูกค้าควรขอเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นสำหรับขั้นตอนการชำระเงินเท่านั้น 

7. ส่งเสริมธุรกิจ E-commerce ของคุณ

หลังจากที่คุณเปิดตัวร้านค้าของคุณแล้ว ขั้นต่อไป คือมุ่งความสนใจไปที่การทำการตลาดอีคอมเมิร์ซ เคล็ดลับในการทำการตลาดอีคอมเมิร์ซ คือ การหาช่องทางที่เหมาะสมในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของคุณ อาจเริ่มต้นด้วยการโปรโมตธุรกิจของคุณบนช่องทางการตลาดฟรี จากนั้นย้ายไปยังช่องทางแบบชำระเงินเมื่อคุณสร้างการรับรู้ได้ดีระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ อย่าลืมนำผลกำไรทั้งหมดไปลงทุนในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ของคุณ จับตาดูความสัมพันธ์ระหว่างผลกำไรที่ได้รับและเงินที่ใช้ไปกับการตลาดอีคอมเมิร์ซโดยการตรวจสอบ ROI การโฆษณาของคุณอย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์

เคล็ดลับอีกประการหนึ่ง คือ การขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นหรือส่วนแบ่งกำไร (Markup) ที่สูงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางการตลาดของคุณอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการตลาดอีคอมเมิร์ซอาจทำให้คุณต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรตรวจสอบราคาสินค้าให้ดี เพื่อให้คุณสามารถใช้งบประมาณซ้ำเพื่อการโฆษณาได้อีกครั้ง

เป็นธรรมดาที่แผนธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ยอดเยี่ยมนั้นต้องการการลงทุน อย่างไรก็ตามการนำเงินไปใส่ในกลยุทธ์การโฆษณาของคุณก็ควรแปลงเป็นการขายให้ได้ในที่สุด นอกจากนี้ คุณสามารถลองใช้กลยุทธ์ทางการตลาดอื่นๆ เช่น การทำ SEO และการตลาดผ่านอีเมล เพื่อดึงดูดผู้คนมาที่ร้านค้าของคุณเพื่อช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนที่ต้องโฟกัสสู่ความสำเร็จ

E-Commerce

เมื่อสามารถสร้างยอดขายที่มั่นคงได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญซึ่งทุกธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ต้องการประสบความสำเร็จต้องทำ  คือ การหมั่นติดตามการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณอยู่เสมอ ซึ่งต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับเพิ่มเติมบางประการที่คุณอาจต้องพิจารณา

1. มอบการบริการที่ยอดเยี่ยมแก่ลูกค้า

สิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอกับธุรกิจ E-commerce คือผู้บริโภคจะละทิ้งการทำธุรกรรมออนไลน์ได้ทุกเมื่อหากคำถามหรือข้อกังวลของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการให้บริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมจึงมีความสำคัญมากต่อความสำเร็จในระยะยาวของธุรกิจของคุณ ทางที่ดีคือคุณควรสร้างเนื้อหาแบบบริการตนเอง และมีหน้าเกี่ยวกับคำถามที่พบบ่อย (Q&A) โดยละเอียด หรือให้การสนับสนุนลูกค้าทางระบบแชท หรือหาวิธีจูงใจให้พวกเขารีวิวผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความไว้วางใจกับลูกค้าคนอื่นๆ ของคุณ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ลูกค้ำกลับมาซื้ออีกครั้งกับคุณได้ในอนาคตแน่นนอนครับ

2. นำความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงธุรกิจ

อย่ากลัวที่จะถามความคิดเห็นจากลูกค้า เพราะความคิดเห็นของพวกเขาสำคัญที่สุด! ถามพวกเขาว่าพวกเขาชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ และการบริการลูกค้าของคุณ ตลอดจนสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การช็อปปิ้งออนไลน์ของพวกเขา คุณสามารถทำได้โดยการเพิ่มกล่องข้อเสนอแนะในเว็บไซต์ของคุณ โพสต์แบบสำรวจบนโซเชียลมีเดีย และส่งอีเมลติดตามผลเมื่อลูกค้าได้รับสินค้าแล้ว

3. มุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพ Conversion 

ในแต่ละวันสิ่งที่หลายร้านค้าออนไลน์ต้องเจอ คือ จะมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จำนวนหนึ่งที่ออกจากเว็บไซต์ไปโดยไม่จบลงด้วยการซื้อ ลองคิดเล่นๆ ว่ารายได้ของคุณจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่หากคุณปิดยอดขายเหล่านั้นได้แทนที่จะสูญเสียคนเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นหมั่นเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของลูกค้า เพื่อเพิ่มอัตรา Conversion ให้ได้มากที่สุด ทดสอบกลวิธีต่างๆ และพยายามทำความเข้าใจว่ากลยุทธ์ใดใช้ได้ผลดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ

4. ปรับปรุงประสิทธิภาพร้านค้า

 44% ของนักช็อปออนไลน์จะบอกเพื่อนๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ที่ไม่ดีทางออนไลน์ เมื่อคุณได้วางรากฐานสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณ ปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ของคุณ สร้างแถบการนำทางที่ใช้งานง่าย มุ่งเน้นไปที่การสร้างหน้าผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม แสดงรายการที่เกี่ยวข้อง เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาร้านค้าของคุณ สุดท้าย ตรวจสอบว่าร้านค้าของคุณมีหน้าตาเป็นอย่างไรบนอุปกรณ์มือถือ

5. อัพเดทสินค้าคงคลังอยู่เสมอ

สินค้าขายดีมักจะหมดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่สินค้าคงคลังมีความสำคัญมาก ดังนั้นควรมองหาแนวคิดเกี่ยวกับการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าแวะเข้ามาที่ร้านของคุณอยู่ประจำ ข้อควรจำ คือ  อย่าพึ่งพาผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่อย่างเพื่อกระตุ้นยอดขายทั้งหมดของคุณแทนที่จะเสนอสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าปัจจุบันของคุณและมองหาแนวโน้มในการมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาขาย โดยอาจใช้ประโยชน์จากเครื่องมือฟรี เช่น Google Trends ในการเช็คเทรนด์ยอดนิยมต่าง ๆ เป็นต้น

แหล่งที่มา :

https://www.xtraspace.co.za/blog

https://www.envision-creative.com/blog

https://www.businesssetup.com/blog

บทความแนะนำ

Leave a Reply

Your email address will not be published.