ในกระบวนการตัดสินใจซื้อ เชื่อว่าพวกเราต่างเคยเจอเทคนิคการโน้มน้าวใจในการขาย อาทิ “เพิ่มอีก 10 บาท ได้ชุดใหญ่เลยนะครับ” กันมาบ้างใช่มั้ยครับ? แน่นอนว่าประโยคสั้นๆ นี้สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจของเรา กลยุทธ์การตั้งราคาแบบนี้เรียกว่า Decoy Effect ที่ส่งผลให้เราเลือกตัวเลือกหนึ่งมากกว่าอีกตัวเลือกหนึ่งเมื่อต้องเผชิญกับตัวเลือกมากมาย เสมือนเป็นอคติทางความคิดที่ค่อย ๆ ดันเราไปสู่การตัดสินใจบางอย่าง โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ซึ่งวันนี้ Talka จะพามาทำความเข้าใจในกลยุทธ์นี้ให้ดียิ่งขึ้นครับ
กลยุทธ์ Decoy Effect คืออะไร?
- ขนาดเล็ก: 100 บาท
- ขนาดใหญ่: 200 บาท (ตัวเลือกเป้าหมายที่แบรนด์อยากขาย)
ผลลัพธ์: ลูกค้าส่วนใหญ่มักเลือกขนาดเล็ก เพราะรู้สึกว่าขนาดใหญ่ราคาแพงกว่าถึงสองเท่าและอาจกินไม่หมด
- ขนาดเล็ก: 100 บาท
- ขนาดกลาง (ตัวหลอก): 180 บาท
- ขนาดใหญ่: 200 บาท (ตัวเลือกเป้าหมาย)
ผลลัพธ์: ลูกค้าส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปซื้อ ขนาดใหญ่ ทันที เพราะสมองเลิกเปรียบเทียบขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ แต่หันไปเปรียบเทียบขนาดกลางกับขนาดใหญ่แทน และคิดว่า *”เพิ่มเงินอีกแค่ 20 บาทก็ได้ขนาดใหญ่แล้ว คุ้มกว่าเห็นๆ!”
- กำหนด Target ให้ชัดเจน : ต้องรู้ก่อนว่าสินค้าตัวไหนคือกำไรหลักที่ต้องการดันยอดขาย
- สร้าง Decoy ให้ใกล้เคียงแต่แย่กว่า Target : ตัวหลอกต้องมีราคาใกล้เคียงกับ Target มากๆ แต่ให้คุณสมบัติหรือปริมาณที่ด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
- อย่าทำให้ Decoy น่าสนใจ : หน้าที่ของมันคือ “ตัวโชว์เพื่อให้ตัวอื่นดูดี” ไม่ใช่ตัวที่ทำมาเพื่อขายออกจริงๆ
กลไกการทำงานของกลยุทธ์ Decoy Effect
- ป๊อปคอร์นขนาดเล็ก → 180 บาท ป๊อปคอร์นขนาดใหญ่ → 220 บาท
- อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาที่สามปรากฏขึ้นระหว่างทั้งสอง ส่งผลให้การตัดสินใจของหลายคนเปลี่ยนไปได้ทันที เพราะอะไร?
- ป๊อปคอร์นขนาดเล็ก → 180 บาท ป๊อปคอร์นขนาดกลาง → 200 บาท ป๊อปคอร์นขนาดใหญ่ → 220 บาท
ประโยชน์ของกลยุทธ์ Decoy Effect
1. การควบคุมตัวเลือก
2. มูลค่าการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น
3. การตัดสินใจที่ง่ายขึ้น
4.ยอดขายและคอนเวอร์ชันที่เพิ่มขึ้น
5. กลยุทธ์การกำหนดราคาที่ปรับให้เหมาะสม
วิธีใช้กลยุทธ์ Decoy Effect

