เจาะลึก Inbound Marketing ทำคอนเทนต์แบบสุดติ่ง พาแบรนด์วิ่งไปให้สุด!

Inbound Marketing

Inbound Marketing – ณ ตอนนี้ที่คุณเพิ่งคลิกเข้ามาอ่านบทความเรื่องนี้ ไม่ว่าคุณจะเข้ามาจากช่องทางไหนก็ตาม หรืออาจถูกกระตุ้นจากสื่อบางชิ้น ที่ “ดึงดูด” ให้คุณคลิกเข้ามาก็แล้วแต่ ซึ่งการที่คุณถูกดึงดูดให้เข้ามาเจอคอนเทนต์นี้นี่แหละครับ ถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญของการตลาดแบบ “Inbound Marketing” โดยทั่วไปการตลาดที่เราพบเห็นส่วนใหญ่มักใช้วิธีการผลักดันหรือส่งข้อมูลข่าวสารของสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางการโฆษณาหรือแบนเนอร์เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนวิ่งเข้าหาแบรนด์ ซึ่งก็คือกลยุทธ์แบบ Outbound Marketing แต่ในขณะที่การตลาดแบบอินบาวด์มาร์เก็ตติ้งนั้นจะมีวิธีที่แตกต่างออกไป เพราะธุรกิจจะแชร์หรือผลิตคอนเทนต์ต่างๆ ที่น่าสนใจลงในช่องทางการสื่อสารของตัวเอง จุดประสงค์คือเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาหาธุรกิจเอง แทนที่จะส่งข้อความต่างๆ ไปกระตุ้นความสนใจ เรียกได้ว่าเป็นวิธีทางการตลาดที่ทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักและนำไปสู่ความภักดีของกลุ่มเป้าหมายได้ดีและง่ายกว่า ซึ่งวันนี้ Talka จะมาอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ให้ทุกคนเข้าใจดียิ่งขึ้นครับ

Inbound Marketing คืออะไร?

Inbound Marketing

นักการตลาดนิยมเรียกกลยุทธ์นี้ว่า “การตลาดแบบแรงดึงดูด”  หรือ แนวทางเชิงกลยุทธ์ในการสร้างเนื้อหา (Content Marketing) ที่มีคุณค่าซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้ชมเป้าหมาย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าได้ในระยะยาว สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะธุรกิจได้ให้แนวทางในการแก้ไขปัญหาแก่พวกเขา นั่นคือทั้งหมดที่เกี่ยวกับการตลาดแบบแรงดึงดูดที่ว่าด้วยการนำเสนอโซลูชั่นที่กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนั้นๆ กำลังมองหา ซึ่งโซลูชันเหล่านี้สามารถอยู่ในรูปแบบของเนื้อหาประเภทต่างๆ ในหลายแพลตฟอร์มซึ่งออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพในขั้นตอนต่างๆ ของวงจรการซื้อสินค้าและบริการนั่นเองครับ 

โดยเนื้อหาหรือ Content ในที่นี้ ถือได้ว่า “เป็นเชื้อเพลิงสำหรับกลยุทธ์ด้านเนื้อหา” ด้วยกลยุทธ์เนื้อหาหมายถึงหลักเกณฑ์ภายในและการกำกับดูแลว่าธุรกิจนั้นสร้างและจัดการเนื้อหาอย่างไร และ ทำไม เมื่อพูดถึงประเภทของเนื้อหา เราสามารถเปรียบเทียบได้ว่าเป็นผู้เล่นในเกมกีฬา ซึ่งแต่ละคน (เนื้อหา) ต่างทำหน้าที่เพื่อบรรลุเป้าหมายหรือกลยุทธ์ต่างๆ ที่กำหนดโดยโค้ช (นักการตลาด) และพร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎของกลยุทธ์ทั้งหมดตามแผนเพื่อเป็นแนวทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งโค้ชจะไม่บอกให้ผู้เล่นลงสนามโดยไม่มีคำแนะนำ กล่าวคือ นักการตลาดจะไม่ผลักดันเนื้อหาต่างๆ ออกไปสู่โลกภายนอกโดยไม่มีแผนการหรือเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งเนื้อหาที่นักการตลาดใช้ในแนวทางของกลยุทธ์ของการตลาดแบบอินบาวด์มาร์เก็ตติ้ง สามารถแยกออกไปได้อีกหลายประเภท ยกตัวอย่างที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันได้ดังต่อไปนี้ครับ

เนื้อหายอดนิยมในแนวทางของกลยุทธ์ Inbound Marketing

  • บทความหรือบล็อกโพสต์ (Article / Blog Post)

บทความ ถือว่าเป็นเนื้อหาชั้นนำที่ได้รับความนิยมที่สุดในการทำการตลาดแบบอินบาวด์มาร์เก็ตติ้ง ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น บทความให้ความรู้ บทความด้านการศึกษา หรือความบันเทิง นักเขียนสามารถสร้างบทความที่อ้างอิงจากงานวิจัย การสัมภาษณ์บุคคล หรือแม้แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตามความคิดเห็นส่วนตัวและประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งธุรกิจสามารถเผยแพร่บทความที่ทำหน้าที่สนับสนุนลูกค้าหรือลูกค้าในอนาคตในขั้นตอนต่างๆ ของการเดินทางของลูกค้าได้ตลอดเวลา โดยบทความจะถูกตีพิมพ์บนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ทั้งเว็บไซต์ บล็อก หรืออาจนำไปใช้ในกลยุทธ์ Email Marketing เป็นต้น

  • อีบุ๊กส์ (E-books)

เนื้อหาประเภทนี้ เหมาะสำหรับเนื้อหาแบบลึกและยาว (Long Form) นักเขียนและนักออกแบบกราฟิกสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง E-books เพื่ออธิบายกระบวนการต่างๆ แบ่งปันเรื่องราวที่มาของธุรกิจ หรือสร้างความบันเทิงให้กับผู้อ่าน ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้อาจใช้เพื่อปิดการขายในส่วนท้ายสุดของการเดินทางของลูกค้าหรือแม้แต่ดึงดูดการขายที่เกิดซ้ำจากลูกค้าที่ภักดีกับธุรกิจ หลายธุรกิจเลือกใช้ E-books เพื่อกระตุ้นการลงทะเบียนรายชื่ออีเมล โดยมอบของสมนาคุณให้แก่ลูกค้าที่ลงทะเบียน  นอกจากนี้บางองค์กรอาจจัดทำห้องสมุดออนไลน์รวบรวม E-books ที่เจาะลึกเนื้อหาในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยให้ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าและลูกค้าปัจจุบันได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็นในการทำความเข้าใจหัวข้อที่ซับซ้อนพร้อมการศึกษาวิจัย ตัวอย่างจากผู้ใช้จริง ตลอดจนคำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เป็นต้น

  • อินโฟกราฟิก (Infographics)

นักการตลาดทราบดี ว่าการจับคู่ภาพกับเนื้อหาข้อความเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการนำเสนอเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้คนเข้าใจ เพราะบางครั้งเพียงภาพถ่าย หรือภาพทั่วๆ ไปอาจบอกเล่าเรื่องราวที่แบรนด์ต้องการสื่อสารได้ไม่ดีพอ แต่ อินโฟกราฟิก คือ สิ่งที่ตอบโจทย์ในสิ่งนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการสร้างสรรค์ลายเส้นและสีสันที่หลากหลายที่เน้นการนำเสนอข้อมูลที่สั้นกระชับทำให้ง่ายต่อการนำเสนอสถิติ ข้อเท็จจริง และตัวอย่างข้อมูลต่างๆ อินโฟกราฟิกช่วยให้การส่งข้อความมีความชัดเจนในทุกขั้นตอนในเส้นทางของลูกค้า และที่สำคัญ คือ สามารถทำให้หัวข้อที่ยากง่ายต่อการทำความเข้าใจได้

  • หน้าเว็บไซต์ที่เข้าถึงเป็นหน้าแรก (Landing Pages)

Landing Pages เปรียบเสมือนศูนย์รวมของแผนผังเว็บไซต์ของแบรนด์และธุรกิจ หน้า Landing Pages ทั่วไปอาจหมายถึงเว็บไซต์หน้าแรก ที่มีข้อมูลต่างๆ ของธุรกิจ เช่น เกี่ยวกับเรา การติดต่อ การลงชื่อเข้าใช้ การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และหน้าอื่นๆ นักการตลาดสามารถพิจารณาให้หน้าผลิตภัณฑ์และบริการหลัก หน้าประกาศกิจกรรม หรือหน้าข่าวประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่เป็น Landing Page ได้อีกด้วย ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ในหน้าเว็บไซต์มักเขียนโดยนักเขียนมืออาชีพ โดยทั่วไปหน้าเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเฉพาะของธุรกิจจะให้บริการผู้เยี่ยมชมที่มาใหม่ในขั้นตอนแรกๆ ของการซื้อ ซึ่งหน้า Landing Page ที่ดีควรทำหน้าที่เพื่อแจ้งข้อมูล ชักชวน และกระตุ้นความอยากรู้ เมื่อเว็บไซต์หน้าแรกทำหน้าที่ได้ดีผู้อ่านจะคอยติดตามและสามารถขยับให้ลึกเข้าไปในช่องทางการขายของธุรกิจได้จากการพบเห็นเนื้อหาต่างๆ ที่พวกเขาสนใจ

  • พอดคาสต์ (Podcasts)

คอนเทนต์ประเภท พ็อดคาสท์ คือการนำเสนอเนื้อหาต่างๆ ด้วยเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดหรือเสียงเพลง ที่ช่วยให้ผู้ฟังได้รับรู้เนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ ที่แบรนด์ต้องการนำเสนอในขณะที่พวกเขาทำกิจกรรมต่างๆ ไปด้วย เช่น นอนเล่น เดินทาง อาบน้ำ ทำความสะอาดบ้าน หรือ ออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งรูปแบบของเนื้อหาประเภทนี้มักทำหน้าที่มากกว่าแค่การเล่าเรื่องราวโดยไม่มีจุดพีค เนื่องจากแบรนด์ส่วนใหญ่ที่ใช้รูปแบบการนำเสนอเนื้อหาด้วยคอนเทนต์เสียง มักมุ่งหวังเพื่อสร้างฐานผู้ฟังเพื่อที่จะทำการโปรโมตผลิตภัณฑ์ของตนอย่างมีกลยุทธ์และค่อยเป็นค่อยไปในท้ายที่สุด

  • โพสต์โซเชียลมีเดีย (Social Media Posts)

ยกตัวอย่างการอัปเดตสเตตัสทาง Facebook ของแบรนด์ต่างๆ หรือการทวีตสั้น ๆ บน Twitter ทั้งหมดถือเป็นรูปแบบหนึ่งของเนื้อหา Social Media Post ที่ส่วนใหญ่แล้วมักถูกครอบไปด้วยแนวคิดในการสร้างแบรนด์ของธุรกิจ รวมถึงเส้นทางของผู้ซื้อ ตลอดจนเป้าหมายของแคมเปญการตลาด นักการตลาดสามารถร่วมมือกับทีมงาน อาทิ ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก หรือ นักตัดต่อวิดีโอ เพื่อทำให้เนื้อหาบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์มีความหลากหลายและมีสไตล์เป็นของตัวเองอันจะนำมาซึ่งการมีส่วนร่วมหรือ Engagement ที่ดีจากผู้คน จนนำไปสูงอัตราการแปลง (Conversion Rate) ที่มีประสิทธิภาพ  

  • วีดีโอ (Videos)

Video Content เป็นที่ยอมรับโดยแทบจะไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นประเภทของเนื้อหาทางการตลาดที่สามารถมอบ ROI เชิงบวกให้แก่ธุรกิจได้เสมอหากทำอย่างมีกลยุทธ์  ยกตัวอย่าง หลายแบรนด์ในปัจจุบันต่างก็มีการโพสต์วีดีโอบนแพลตฟอร์มที่เป็นมิตรกับคอนเทนต์วิดีโอ เช่น Instagram YouTube ตลอดจนฟีเจอร์และแพลตฟอร์มวีดีโอสั้นอย่าง Facebook Reels และ Tiktok สาเหตุที่ทำให้ Video Content เป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมเนื่องจากมันเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมของแบรนด์ในกรณีที่ต้องการสร้างการรับรู้ถึงกลุ่มเป้าหมาย หรือเอาใจฐานลูกค้าปัจจุบัน ตลอดจนยังสามารถใช้โน้มน้าวผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าให้ไปสู่ขั้นตอนการซื้อได้ในที่สุด

การมีช่อง YouTube Instagram Facebook Reels และ Tiktok ที่ยอดเยี่ยม จะสามารถช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้ค้นพบคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้พวกเขาได้ ซึ่งเนื้อหาของวีดีโอก็สามารถแยกออกไปได้อีกหลายประเภท ทั้งวีดีโอสาธิต หรือ วีดีโอรีวิวสินค้า เป็นต้น

  • จดหมายข่าว (Newsletter)

จดหมายข่าวมักถูกใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการเพิ่มการมีส่วนร่วม และเพิ่มจำนวนผู้ติดตามของแบรนด์ เนื้อหาของจดหมายข่าวที่ดีควรสร้างแรงบันดาลใจบางอย่างให้แก่ผู้คน หรือมุ่งเน้นให้ผู้คนเข้าใจในแบรนด์และธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เช่น การแบ่งปันกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กรนอกเหนือจากข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน จดหมายข่าวเป็นลักษณะของเนื้อหาทางการตลาดที่นักการตลาดนิยมใช้เพื่อรักษาผู้บริโภคหลัก และเพิ่มอัตราการคงอยู หรือต่ออายุให้ลูกค้าคงอยู่กับแบรนด์ต่อไป

  • ภาพเคลื่อนไหว (Motion Graphic)

ฟุตเทจวิดีโอแอนิเมชันมักถูกใช้ในโปรเจ็กต์มัลติมีเดียของแบรนด์ ด้วยผู้คนชอบเนื้อหาที่เคลื่อนไหว ดังนั้น นักออกแบบกราฟิกและนักตัดต่อวิดีโอจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างกราฟิกเคลื่อนไหวเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ชมของแบรนด์เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเนื้อหาเหล่านี้ โดยทั่วไป Motion Graphic มักนิยมใช้นำเสนอบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่เป็นมิตรกับเนื้อหาที่รองรับการนำเสนอภาพเคลื่อนไหว เช่น Instagram Facebook หรือ YouTube เป็นต้น

  • การถ่ายทอดสด (Livestreams)

เมื่อผู้ชมต้องการข้อมูลทันทีการสตรีมสดหรือถ่ายทอดสด ถือเป็นรูปแบบคอนเทนต์ ที่ทำหน้าที่ได้ดีเสมอ สถานีโทรทัศน์ต่างๆ ออกอากาศแบบเรียลไทม์มาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งตอนนี้แบรนด์ต่างๆ ก็สามารถทำได้เช่นกันบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่หลากหลายที่รองรับฟีเจอร์ Livestreams สตรีมแบบสดช่วยให้กลุ่มลูกค้าที่ไม่สามารถเยี่ยมชมอีเว้นต์ต่างๆ ของธุรกิจได้โดยตรงสามารถรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของงานนั้นๆ นอกจากนี้แบรนด์ยังสามารถบันทึกเหตุการณ์สำหรับการเลือกรับชมในอนาคตเพื่อให้เกิดการแบ่งปันอย่างแพร่หลายทางโซเชียลมีเดีย นักเขียนสามารถเขียนสคริปต์สำหรับผู้บรรยายในสตรีมแบบสด ผู้ตัดต่อวิดีโอสามารถอำนวยความสะดวกด้านภาพ โดยโปรดิวเซอร์จะทำหน้าที่ดูแลภาพรวมของการผลิตทั้งหมด

ประโยชน์ของ Inbound Marketing

Inbound Marketing

การตลาดแบบแรงดึงดูด เป็นกลยุทธ์ที่พร้อมจะมอบผลลัพธ์ที่ดีแก่ทุกธุรกิจ ช่วยให้ธุรกิจสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพในลักษณะของการกระตุ้นการรับรู้ถึงแบรนด์ ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ตลอดจนช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ตลอดจนช่วยสร้างความกระตือรือร้นและภักดีที่กลุ่มเป้าหมายพร้อมจะมอบให้แก่ธุรกิจ ซึ่งเหตุที่การตลาดแบบแรงดึงดูดเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการเร่งการเติบโตของธุรกิจ สามารถอธิบายได้ในหลายหัวข้อดังต่อไปนี้ครับ

1. Inbound Marketing ช่วยลดความซับซ้อนของงานขายและการตลาด 

ด้วยกลยุทธ์แบบอินบาวด์มาร์เก็ตติ้ง ทีมขายและทีมการตลาด สามารถร่วมมือกันได้อย่างสะดวก เพื่อสร้างและปรับใช้เนื้อหาที่มีคุณค่าแก่ผู้บริโภคให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งพนักงานขายถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเมื่อลูกค้าต้องการคำตอบในขั้นตอนต่างๆ ของเส้นทางของผู้ซื้อ ในขณะเดียวกันทีมการตลาดที่ย่อมรู้จักจุดขายของแบรนด์และธุรกิจเป็นอย่างดีก็สามารถสร้างเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพซึ่งให้ความรู้แก่ผู้คน ช่วยตอบคำถาม และแก้ปัญหาต่างๆ ของพวกเขา ด้วยผู้บริโภคมักใช้เวลาอ่านเนื้อหาจากแบรนด์ที่พวกเขาสนใจ และเมื่อผู้บริโภครู้สึกว่าเนื้อหาของแบรนด์มีคุณค่าพอ ก็จะนำไปสู่โอกาสในการเพิ่มอัตราการแปลง (Conversion)  ตลอดจนช่วยรักษาลีดคุณภาพที่นำไปสู่การขาย และรักษาลูกค้าเดิมที่แบรนด์มีอยู่ได้เป็นอย่างดี

2. Inbound Marketing ช่วยเพิ่มการมองเห็นและการรับรู้ถึงแบรนด์

ในโลกยุคดิจิทัล แม้แต่แบรนด์ขนาดเล็กก็สามารถได้รับการยอมรับได้ด้วยการผลิตเนื้อหาที่สอดคล้องกับเส้นทางของผู้ซื้อ (Customer Journey)  ผู้คนจะสามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ตลอดเวลา ถ้าธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ไม่มีกลยุทธ์อินบาวด์มาร์เก็ตติ้งทีดีกลุ่มเป้าหมายหรือว่าที่ลูกค้าจะไม่มีวันหาธุรกิจเจอ เราทุกคนเชื่อมต่อกับเว็บไซต์และอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาด้วยสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็นจากที่บ้านหรือขณะเดินทาง ดังนั้นการมีตัวตนในโลกดิจิทัลสำหรับแบรนด์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการทำการตลาดในยุคนี้การมีเนื้อหาที่เหมาะสม และมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เพียงแต่เป็นวิธีที่ง่ายและเป็นที่นิยมที่สุดสำหรับผู้คนในการเรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์ แต่ยังช่วยสร้างแบรนด์ในฐานะผู้นำทางความคิดอีกด้วยจากการศึกษาที่น่าสนใจพบว่า ผู้คนจำนวนมากที่อยู๋ในขั้นของการตัดสินใจซื้อต้องการรับข้อมูลสินค้าและบริการของแบรนด์ต่างๆ ผ่านทางบทความมากกว่าที่จะเป็นโฆษณา ด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจและให้ข้อมูลต่างๆ แบบตรงตามความสนใจผู้คนจะมองว่าแบรนด์ที่ทำได้ดีถือเป็นผู้เล่นที่น่าเชื่อถือ สิ่งนี้ช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแรงในความคาดหวังและความไว้วางใจของลูกค้านอกจากนี้ หากลูกค้าสนุกกับสิ่งที่แบรนด์นำเสนอผ่านเนื้อหาต่างๆ  พวกเขาสามารถแบ่งปันเนื้อหาของคุณได้ทันทีบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ซึ่งในที่สุดจะช่วยเพิ่มการมองเห็น และทำให้ธุรกิจนั้นมีชื่อเสียงจนกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

3. Inbound Marketing เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับยุคดิจิทัล

งานที่ยอดเยี่ยมและลูกค้าที่มีความสุขทั้งหมดนั้นไม่ได้นำโอกาสในการขายมาให้คุณได้ด้วยตัวมันเอง นั่นคือเหตุผลที่คุณต้องสร้างเนื้อหาเพื่อแสดงให้ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้ารายใหม่เห็นว่าคุณยอดเยี่ยม! ในสังคมยุคใหม่นี้เราเปิดรับเนื้อหาจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นข่าว โซเชียลมีเดีย ความบันเทิง หรือในรูปแบบของการโฆษณาเชิงสร้างสรรค์ที่รวมเป็นการตลาดแบบอินบาวด์ นี่คือวิธีที่ผู้คนแยกแยะข้อมูลที่พวกเขาจะเลือกรับ แต่ความจริงมันล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาที่เป็นการโฆษณาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม มันค่อนข้างง่ายที่จะเห็นว่าเนื้อหาและวิดีโอใดเป็น “โฆษณา” และรายการใดเป็นตัวแทนที่แท้จริงของแบรนด์ ความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณมีความเกี่ยวข้องและเป็นของแท้ แง่มุมที่ดีที่สุดประการหนึ่งเกี่ยวกับเนื้อหาที่ยอดเยี่ยมก็คือ เพราะมันอยู่ในโลกดิจิทัล คุณไม่เพียงแต่แชร์เนื้อหากับผู้ชมของคุณเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ชมของคุณโพสต์ซ้ำและแชร์เนื้อหาเหล่านั้นต่อไปได้อีกด้วย! ดังนั้นการสร้างและแบ่งปันเนื้อหาบนกลยุทธ์แบบอินบาวด์จึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังในการช่วยเพิ่มการรับรู้ถึงแบรนด์ (Brand Awareness) เพื่อให้ผู้คนรู้ว่าคุณเป็นใครและรู้จักธุรกิจหรือแบรนด์ของคุณจากที่อื่นๆ ทั่วโลก

4. Inbound Marketing ให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย

ก่อนตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคในปัจจุบันจะตรวจสอบข้อมูลจำนวนมากที่สุดที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดี ตามสถิติผู้ซื้อ B2B ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 57 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ที่เกี่ยวข้องกับการสอบถามข้อมูลการซื้อก่อนที่จะทำการติดต่อครั้งแรกกับผู้ขาย ซึ่งหมายความว่าด้วยการค้นคว้าเพียงเล็กน้อยและกำหนดลักษณะผู้ซื้ออย่างชัดเจน คุณสามารถเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณกำลังมองหาข้อมูลอย่างไร ด้วยวิธีนี้ คุณจะสามารถเผยแพร่เนื้อหาของคุณอย่างมีกลยุทธ์เพื่อให้พวกเขามองเห็นได้

5. Inbound Marketing ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความมั่นใจแก่กลุ่มเป้าหมาย

ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับแบรนด์ผ่านการตลาดแบบเอ้าท์บาวด์ที่แบรนด์ล้วนเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? แน่นอนครับ ตอบได้ไม่ยากเลย ก็เพราะไม่มีใครอยากให้วันที่วุ่นวายหรือสงบสุขของพวกเขาถูกรบกวนด้วยการโทรหรืออีเมลที่เย็นชา พวกเขาบริโภคเนื้อหาในเวลาที่พวกเขาต้องการจะเปิดรับเอง มีผู้คนร้อยละ 86 ข้ามการโฆษณาทางโทรทัศน์ 44%ไม่เคยเปิดอ่านอีเมล์จากแบรนด์ และ 91% ยกเลิกการสมัครรับจดหมายข่าว! 

ดังนั้นจึงเป็นความคิดที่ดีหากคุณจะเข้าถึงผู้ชมเป้าหมายของคุณด้วยวิธีที่ไม่รบกวนผู้อื่นแต่มีประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งในท้ายที่สุดคุณจะได้รับความไว้วางใจจากพวกเขาและจะกลายเป็นที่หนึ่งในใจเมื่อพวกเขาพร้อมที่จะทำการซื้อ

การตลาดแบบอินบาวด์ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าโดยแสดงให้พวกเขาเห็นว่าธุรกิจของคุณนำหน้าเกมในตลาดและติดตามแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปของธุรกิจและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าคุณเคารพเวลาและความเป็นส่วนตัวของพวกเขาอีกด้วย เพราะคุณจะไม่มีวันทำให้โทรศัพท์หรือกล่องอีเมลของพวกเขาถูกรบกวนด้วยเสียงเตือนหรือโฆษณาที่พวกเขาไม่ต้องการด้วยการตลาดแบบอินบาวด์

6. Inbound Marketing สร้างการเข้าชมและโอกาสในการขายที่มีคุณภาพ

ธุรกิจที่มีบล็อกหรือบทความบนเว็บไซต์ จะสามารถสร้างลีดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วยให้ธุรกิจสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายที่นำไปสู่การขาย เมื่อมีการผลิตเนื้อหาที่เน้นความต้องการและแก้ปัญหาของผู้ชมเป้าหมายก็เป็นธรรมดาที่ธุรกิจจะสามารถดึงดูดการเข้าชมที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ได้ ยิ่งเนื้อหามีคุณภาพมากเท่าใด  ธุรกิจก็จะได้รับการเข้าชมมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามก็จำเป็นต้องมีการเตรียมการที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องของ CTA  (Call to Actions) หน้า Landing Page และ แบบฟอร์มต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อนำทางให้ลูกค้าเป้าหมายขยับไปสู่การตัดสินใจกระทำการต่างๆ (Conversion) จนกว่าพวกเขาจะกลายมาเป็นลูกค้าและผู้สนับสนุนที่กระตือรือร้นของแบรนด์ในที่สุด

แนวทางปฏิบัติของอินบาวน์มาร์เก็ตติ้งทำให้เกิดลีดมากกว่าแนวทางปฏิบัติแบบเอ้าท์บาวด์มาร์เก็ตติ้งได้มากกว่าครึ่ง ทุกธุรกิจกำลังมองหาลูกค้าใหม่ และหลายๆ ธุรกิจก็พยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้ลีดใหม่ๆ การใช้กลยุทธ์แบบเอ้าท์บาวด์ ที่ผลักดันสิ่งที่แบรนด์ต้องการนำเสนอให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นั้นอาจไม่การันตีว่าจะนำมาซึ่งลูกค้าเป้าหมายที่มีคุณภาพกลับมาสู่ธุรกิจเสมอไป 

หากดำเนินการอย่างถูกต้องการตลาดแบบแรงดึงดูด นอกจากจะช่วยให้แบรนด์ได้มาซึ่งลีดที่มีคุณภาพแล้ว แต่ยังทำให้แบรนด์มีลีดที่พร้อมที่จะซื้อด้วย!  บ่อยครั้งที่การใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเอ้าท์บาวน์ด้วยวิธี PPC (Pay per Click) ทำให้แบรนด์ต่างๆ เสียเงินเป็นจำนวนมากถึงแม้จะสร้างการเข้าชมได้บางส่วนแต่ก็อาจไม่ใช่การเข้าชมที่ธุรกิจต้องการอย่างแท้จริง 

สิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งคือ ลีดใหม่เหล่านี้ไม่ได้เป็นลีดเพียงชั่วคราว หากคุณใช้แคมเปญการตลาดอนบาวด์ที่เหมาะสม แสดงว่าคุณได้เตรียมพร้อมสำหรับความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้คนเหล่านี้แล้ว การตลาดแบบอินบาวด์ เปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น เนื่องจาก ROI (Return on Investment) ของการตลาดแบบอนบาวด์ต้องใช้เวลา คุณอาจเกิดคำถามว่า แล้วมันต้องใช้เวลานานเท่าไหร่? บางทีพวกเขาอาจซื้อ บางทีพวกเขาอาจรอ แต่ความจริงคือคุณได้สร้างความไว้วางใจที่จะรักษาลูกค้ารายนั้นไว้ในอนาคต และสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับความสัมพันธ์เหล่านี้ก็คือ ลีดที่ได้จากการตลาดแบบอินบาวด์นั้นมีแนวโน้มที่จะแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกต่อธุรกิจมากกว่า 

7. เป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุน

มีผลการวิจัยที่น่าสนใจ ชี้ให้เห็นว่าการตลาดแบบอินบาวด์ แบบ Lead-to-lead มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการตลาดขาออกถึง 62 % ในขณะเดียวกันก็ยังมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย เนื่องจากแทนที่จะเผยแพร่สิ่งที่คุณต้องการนำเสนออย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เปลี่ยนเป็นการสร้างเนื้อหาพิเศษที่นำผู้ชมมาสู่ธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์ อีกเหตุผลหนึ่งที่อินบาวด์มาร์เก็ตติ้งเป็นวิธีที่คุ้มค่ากว่ามาก เพราะช่วยให้คุณทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าของคุณและสามารถให้บริการพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น  มันคือกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นความพยายามในการดึงดูดผู้ที่กำลังมองหาสิ่งที่ธุรกิจนำเสนอ สาเหตุสำคัญที่กลยุทธ์อินบาวด์คุ้มค่าแก่การลงทุนมากกว่าการตลาดแบบเอ้าท์บาวเนื่องจากการใช้ทรัพยากรทางการตลาดไปกับผู้ที่ไม่ต้องการผลิตภัณฑ์ของคุณในแนวทางของกลยุทธ์เอ้าท์บาวน์ที่เปรียบเหมือนการสุ่มหาลีดคุณภาพย่อมเป็นเรื่องเสี่ยงต่อการใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น งบประมาณ และเวลาไปอย่างไร้ประโยชน์ได้

8. ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

การตลาดแบบอินบาวด์ เป็นหลักเกี่ยวกับการส่งมอบเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าแก่กลุ่มเป้าหมายของคุณ หัวใจสำคัญของทุกกลยุทธ์แบบอินบาวด์ คือ ศิลปะในการแสวงหาการรู้จักลูกค้าของคุณให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง เพื่อให้พวกเขาได้รับคุณค่าที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยคุณแก้ปัญหาและตอบคำถามของพวกเขา ยิ่งคุณสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าได้มากเท่าไร ความสัมพันธ์ของคุณก็ยิ่งใกล้ชิดมากขึ้นเท่านั้น ผู้บริโภคร้อยละ 90 เชื่อว่าเนื้อหาที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลนั้นมีประโยชน์ และร้อยละ 78 เชื่อว่าบริษัทที่ใส่ใจในการจัดหาเนื้อหาดังกล่าวสนใจที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาอีกด้วย

9. ROI และเมตริก ที่มองเห็นและจับต้องได้

แคมเปญการตลาดที่โปร่งใสและวัดผลได้ช่วยให้บริษัทของคุณมองเห็นส่วนที่ต้องปรับปรุงในแผนการตลาด เพื่อทำการปรับเปลี่ยนการเพิ่มประสิทธิภาพที่เหมาะสม เพิ่มความคุ้มค่า และปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นเรื่องยากที่จะปรับการใช้งบประมาณไปกับแผนการตลาดที่คุณไม่แน่ใจว่ามันจะใช้ได้ผล เป็นการยากที่จะทราบว่าคุณควรใช้จ่ายเงินต่อไป หรือควรยกเลิกแผนนั้นโดยสมบูรณ์ ในทางตรงกันข้าม การตลาดแบบอินบาวด์จะช่วยให้คุณเห็นผลที่แม่นยำของการดำเนินการทางการตลาดของคุณทีละขั้นตอน

10. เป็นกลยุทธ์ที่ยั่งยืน

อินเทอร์เน็ต คือ สิ่งที่พร้อมจะช่วยให้เนื้อหาที่คุณสร้างขึ้นถูกแชร์ตลอดไปไม่สิ้นสุด เว้นแต่คุณจะลบมันทิ้ง ซึ่งหมายความว่าการตลาดแบบอินบาวด์นั้นมีความยั่งยืน คุณสามารถแชร์เนื้อหาอย่างต่อเนื่องและเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อหาที่คุณแชร์ไปแล้วเพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณได้ กล่าวคือ เนื้อหาของคุณจะไม่มีวันหมดอายุในโลกของอินเทอร์เน็ตแห่งยุค web 3.0 ในทางกลับกันแคมเปญขาออกจะคงอยู่เท่าที่คุณและทีมของคุณตัดสินใจดำเนินกาารตามแผน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่กำหนดไว้แน่นอน

แต่แคมเปญแบบอินบาวด์มาร์เก็ตติ้งจะยังคงอยู่ในพื้นที่ดิจิทัลต่อไปเป็นเวลานานเกินกว่าจะคาดเดา แม้กระทุั่งคุณย้ายไปใช้กลยุทธ์หรือแผนทางการตลาดอื่นๆ แล้วก็ตาม แต่เนื้อหาที่คุณสร้าง ทั้งบทความ บล็อก วิดีโอ อินโฟกราฟิก แบบฟอร์ม และเครื่องมืออื่นๆ ยังคงพร้อมใช้งานซ้ำๆ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาข้อมูลนั้นๆ อุปสรรคเพียงอย่างเดียวของความยั่งยืนของการตลาดแบบอินบาวด์ คือ ไม่สามารถทำให้เกิดได้ในชั่วข้ามคืน ด้วยเนื้อหาต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาเพื่อให้ได้รับความนิยมและสนใจ อย่างไรก็ตามสื่อและเครื่องมือด้านการตลาดแห่งยุค Digital Transformation ที่มากมายในยุคนี้ ก็พร้อมผลักดันเนื้อหาที่คุณสร้างอันจะนำมาซึ่งประโยชน์ทางธุรกิจให้กับคุณอยู่เสมอ

องค์ประกอบสำคัญของการตลาดแบบแรงดึงดูด

Inbound Marketing

สิ่งสำคัญของกลยุทธ์อินบาวด์มาร์เก็ตติ้งที่ดี ควรเริ่มต้นด้วยทุกสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับผู้คนที่คุณต้องการให้เปลี่ยนมาเป็นลูกค้าของคุณ เหนือสิ่งอื่นใดก่อนอื่นคุณต้องรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร? พวกเขากำลังค้นหาอะไร และคุณควรเสนออะไรให้พวกเขา? ท้ายที่สุด กลยุทธ์การตลาดแบบแรงดึงดูดที่ประสบความสำเร็จต้องสามารถตอบคำถามที่ผู้คนสงสัย และเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม ในการตอบคำถามเหล่านี้ ก่อนอื่นคุณต้องแน่ใจว่าได้พิจารณาถึงองค์ประกอบที่สำคัญต่อไปนี้อย่างครบถ้วนแล้วครับ

1. การทำ SEO (Search Engine Optimization)

อินบาวด์มาร์เก็ตติ้งจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากไม่มีการปรับเนื้อหาให้เหมาะกับ SEO เพื่อให้เนื้อหาต่างๆ เช่น บทความ สามารถขึ้นไปติดอันดับบนเครื่องมือการค้นหา เช่น Google Search เมื่อเนื้อหาติดอันดับที่ดีในหน้าแรกๆ ของเครื่องมือค้นหาแล้ว ย่อมช่วยให้ผู้ชมค้นพบเนื้อหาของคุณได้ตั้งแต่การพิมพ์หา Keywords ที่พวกเขากำลังให้ความสนใจซึ่งตรงกับสินค้าหรือบริการของคุณ นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO นักออกแบบกราฟิก ตลอดจนนักพัฒนาเว็บไซต์ สามารถช่วยให้ธุรกิจสร้างเนื้อหาการตลาดด้วยกลยุทธ์แบบอินบาวด์มาร์เก็ตติ้งที่มีส่วนร่วมซึ่งเชื่อมต่อกับผู้ชมและทำให้พวกเขากลับมาที่เว็บไซต์อีกเรื่อยๆ

2. เครื่องมือและเทคโนโลยี (Tools and Technology)

ระบบอัตโนมัติทางการตลาดสามารถช่วยบรรเทาความยุ่งยากในการจัดการแคมเปญหลายช่องทางที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นสำหรับการตลาดแบบอินบาวด์ แพลตฟอร์มการตลาดอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพยังช่วยให้คุณทันต่อความต้องการในการสร้างเนื้อหาและจัดการแคมเปญ การวิเคราะห์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนโดยระบบอัตโนมัติทางการตลาดสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอันล้ำค่าเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ชมมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของคุณ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถปรับแต่งเพิ่มประสิทธิภาพแก่กลยุทธ์ของคุณได้ในแบบเรียลไทม์

3.การจัดตำแหน่งทางการตลาดและการขาย (Marketing and sales Alignment)

การตลาดแบบแรงดึงดูด คือทั้งหมดที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ดังนั้นทุกธุรกิจจำเป็นพูดคุยกับทีมขายเกี่ยวกับสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาเชื่อมต่อกับลูกค้า ข้อมูลนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะช่วยให้ธุรกิจดึงดูดผู้ชมทางการตลาดและนำพวกเขาไปสู่เส้นทางการซื้อกับทีมขายของแต่ละธุรกิจได้ในที่สุด

4. ช่องทางและแพลตฟอร์ม (Channels and Platforms)

ยิ่งเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของธุรกิจมีความแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ เนื้อหาของการตลาดแบบแรงดึงดูดก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น เว็บไซต์ คือหน้าตาของแบรนด์ ซึ่งเป็นที่แรกที่คนส่วนใหญ่รู้จักผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจ หมั่นทดสอบ CTA  (Call to Actions)  ทดสอบการจัดวางเนื้อหา และทำให้สิ่งต่างๆ เป็นแบบโต้ตอบ เมื่อพูดถึงโซเชียลมีเดีย ให้เน้นที่แพลตฟอร์มที่คุณรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายจะใช้เพื่อมีส่วนร่วมกับเนื้อหาในแนวทางที่คุณนำเสนอ

5. ปรับใช้กลยุทธ์ควบคู่ไปกับ Outbound Marketing เมื่อมีโอกาส

นักการตลาดสามารถปรับใช้รวมกลยุทธ์แบบอินบาวด์มาร์เก็ตติ้งควบคู่กับกลยุทธ์แบบเอ้าท์บาวน์มาร์เก็ตติ้งแบบเดิมได้ทุกเมื่อที่จำเป็น วิธีนี้จะช่วยให้นักการตลาดสามารถแบ่งกลุ่มผู้ชมเป้าหมายได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้า และลูกค้าที่มีอยู่ ซึ่งก็จะยิ่งช่วยให่ธุรกิจสามารถนำเสนอเนื้อหาต่างๆ ที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุม

มาถึงตรงนี้ หากคุณเป็นเจ้าของแบรนด์หรือธุรกิจ  เชื่อว่าคุณต้องการดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณให้มากขึ้นเพื่อทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตแล้วใช่ไหมครับ สุดท้ายนี้ อยากให้จำไว้ว่า ความสำเร็จของกลยุทธ์อินบาวด์มาร์เก็ตติ้ง ยังขึ้นอยู่กับหลักการสำคัญอีก 5 ประการ ได้แก่ การกำหนดมาตรฐาน บริบทที่เหมาะสม การเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหา การปรับแต่งเนื้อหา ตลอดจนการเอาใจใส่ ซึ่งเมื่อคุณทำได้ครบทุกขั้นตอน ก็จะสามารถดึงดูดลูกค้า เพิ่มอัตราการแปลง และปิดการขายได้ในที่สุด นอกเหนือสิ่งอื่นใด คือสามารถทำให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์และธุรกิจของคุณพอใจ และกลับมาหาธุรกิจของคุณซ้ำในระยะยาวได้อย่างแน่นอนครับ

 แหล่งที่มา :

https://www.clearvoice.com/blog/

https://www.salesforce.com/

https://www.salesforce.com/

บทความแนะนำ

Leave a Reply

Your email address will not be published.